โควิดสายพันธุ์เบต้า “สายพันธุ์แอฟริกาใต้”

ทำความรู้จักกับ “โควิดสายพันธุ์แอฟริกาใต้” สายพันธุ์เบต้า น่ากังวล จับตาเฝ้าระวังการระบาด

         สถานการณ์โลกในขณะนี้ยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ อย่าง โควิด-19 ยังคงหนักหน่วง โดยเชื้อไวรัสโคโรน่าที่เป็นตัวสาเหตุได้มีการกลายพันธุ์ไปอย่างหลากหลาย ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่น่ากังวล กับการระบาดที่เกิดจาก โควิด สายพันธุ์เบต้า หรือ สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่เป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์โควิด พบครั้งแรกในอ่าวเนลสันแมนเดลา ในอีสเทิร์นแคป ประเทศแอฟริกาใต้

         ซึ่งเกิดการระบาดเริ่มแรกในเดือนตุลาคม ปี 2563 ซึ่ง สายพันธ์ุโควิด ชนิดนี้ก็ได้เข้าไทยเป็นที่เรียบร้อบ ซึ่งในประเทศไทย พบครั้งแรกที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ จึงเป็นเรื่องที่กังวลใจ และต้องจับตาเฝ้าระวัง เพราะโควิดสายพันธุ์เบต้านั้นมีคุณสมบัติดื้อต่อวัคซีน

โควิดสายพันธุ์เบต้า “สายพันธุ์แอฟริกาใต้”

โควิด สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ประเทศไทยน่าเป็นห่วงสายพันธุ์รุนแรง

          สายพันธุ์โควิด ที่น่าระวังในประเทศไทยในตอนนี้มีหลายสายพันธุ์มาก และหนึ่งในนั้นคือ สายพันธุ์แอฟริกา หรือสายพันธุ์เบต้า B.1.351 เป็นสายพันธุ์โควิดที่เกิดการกลายพันธุ์ และระบาดในภาคใต้ของประเทศไทย โดยการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดที่รุนแรงนี้เกิดบริเวณโปรตีนบนผิวเซลล์ของไวรัส ที่มีลักษณะเป็นหนามรอบเซลล์ของตัวไวรัสนั่นเอง ทำให้ไวรัสเหล่านี้สามารถจับกับเซลล์ของมนุษย์ได้ง่าย และรวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดิม

         และสิ่งที่น่ากังวลอีกประการ ที่นักวิทยาศาสตร์ต้องรีบแก้ไขนั่นคือ สายพันธุ์เบต้า นี้ มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่สำคัญบริเวณ E484K ที่ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษ ในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และยังลดประสิทธิภาพของวัคซีนลงอีกด้วย ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง ระบาดได้ไว ป่วยรุนแรงมากขึ้น เพิ่มอัตราการเสี้ยงชีวิต

โควิดสายพันธุ์เบต้า “สายพันธุ์แอฟริกาใต้”

อาการหลังจากการรับเชื้อโควิด สายพันธุ์แอฟริกาใต้ แสดงออกอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

         สายพันธุ์กลายพันธุ์โควิดระลอกหลังๆนี้ อาการ ของโรคมักไม่ค่อยแน่ชัด และในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อในบางรายก็ไม่แสดงอาการอีกด้วย แต่อาการหลักๆ ก็จะมีไข้ เจ็บคอ ปวดหัว และจมูกไม่สามารถรับรู้กลิ่นได้ หากใครเริ่มมีอาการ รู้สึกไม่สบาย หายใจลำบาก และมีประวัติไปในพื้นที่เสี่ยง ก็ต้องรีบเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค เพื่อที่จะได้รับการรักษาทันท่วงที

         แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นถือว่าวิกฤตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในไทย ที่มีการติดเชื้อรายวันเป็นจำนวนกว่าหนึ่งหมื่นคน ผู้เสียชีวิตหลักร้อย ทำให้หมอพยาบาล งานล้นมือ และไม่มีเตียงรักษา

         สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ เราต้องรับมือด้วยตนเองก่อน สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ไม่เข้าไปอยู่ในที่แออัด เสี่ยงต่อการแพร่และรับเชื้อ ล้างมือด้วยสบา เจลฆ่าเชื้อบ่อยๆ และควรรีบรับวัคซีนที่มีคุณภาพ เพราะวัคซีนถึงแม้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกัน 100% แต่ก็ช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ และลดความรุนแรงในการก่อโรค