C.1.2 โควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่ พบในแอฟริกาใต้และอีก 7 ประเทศ

“C.1.2” โควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่ พบในแอฟริกาใต้และอีก 7 ประเทศ

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 รายงาน ข่าวโควิดล่าสุด จากสำหนักข่าวอัลจาซา รายงานว่านักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้ ได้มีการตรวจพบไวรัส โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ รหัส C.1.2 ซึ่งได้กลายพันธุ์สูงในหลายตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามทางสถาบันแห่งชาติเพื่อโรคติดต่อ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่า C.1.2 ได้แพร่ระบาดมากกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่ รวมถึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสายพันธุ์นี้มีการหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อก่อนหน้านี้หรือไม่แต่อย่างใด ทางด้านของ “เพนนี มูร์” นักวิจัยจาก NICD กล่าวระหว่างรายงานว่า ยังไม่มีข้อมูลการทดลองมายืนยันเรื่องการตอบสนองของไวรัสในด้านความไวต่อแอนติบอดี แต่ตัวเขาเองนั้นมันใจว่าวัคซีนที่มีการใช้ในแอฟริกาใต้ตอนนี้ยังช่วยปกป้องได้อยู่

 C.1.2 โควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่...พบในแอฟริกาใต้และอีก 7 ประเทศ

พบเกือบทุกพื้นที่ในแอฟริกาใต้และในอีก 7 ประเทศ

สำหรับรายงานข่าวโควิดล่าสุดตอนนี้ได้ระบุว่า สายพันธุ์ C.1.2 ได้พบการแพร่ระบาดไปจังหวัดต่างๆ ของแอฟริกาใต้แล้ว และยังมีการตรวจพบในประเทศอื่นๆ เช่น สาธารณรัฐมอริเชียส สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อังกฤษ นิวซีแลนด์ โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ และจีน อย่างไรก็ตาม ไวรัสกลายพันธุ์ ชนิดนี้ ยังไม่ได้การจัดอันดับให้อยู่กลุ่มเชื้อที่น่าสนใจตามเกณฑ์ขององคืการอนามัยโลกแต่อย่างใด

ทว่า C.1.2 ก็ได้กลายเป็นที่สนใจของเหล่านักวิทยาศาสตร์แล้วหลังจากพบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ที่เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นที่มีการระบาดอยู่ตอนนี้เกือบ 2 เท่าหากเทียบกับ C.1 อีกทั้งยังสูงกว่าสายพันธุ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลอย่าง เดลตา เบตา อัลฟา แกมมา 

โควิด ล่าสุด

นักวิทยาศาสตร์ชี้ยังอยู่ในช่วงของการประเมิน ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป

ทั้งนี้หลังได้ทราบ ข่าวโควิด ล่าสุดนักวิจัยที่แอฟริกาใต้ก็พบว่าจีโนมของสายพันธุ์ C1.2. เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ในเดือนพฤษภาคม 2564 เป็น 1.6% ในเดือนมิถุนายน 2564 ก่อนจะเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 2 % ในเดือนกรกฎาคม 2564 แต่ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังต้องมีการประเมินผลกระทบจาก เชื้อไวรัสโควิด-19กลายพันธุ์ ชนิดนี้ต่อไป ว่ามีผลต่อความสามารถของแอนติบอดี้อย่างไร ทั้งในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนไปแล้วรวมถึงกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

โดยเป็นที่คาดการว่าจะทราบผลการประเมินภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้ประชาชนทุกคนก็ต้องติดตามและเฝ้าระวังกันต่อไปว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้จะมีความสามารถที่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากน้อยเพียงใด และวัคซีนที่มีการฉีดให้ประชาชนทั่วโลกในเวลานี้จะยังคงสามารถจัดการป้องกันความรุนแรงของเชื้อตัวนี้ได้หรือไม่